เนื้อหาของบทความนี้จะพูดถึงอ เสวนา จ พาลา นั ง หากคุณกำลังมองหาอ เสวนา จ พาลา นั งมาสำรวจกันกับselfdirectedce.comในหัวข้ออ เสวนา จ พาลา นั งในโพสต์อเสวนา แบบอินเดียนี้.

สรุปสาระสำคัญของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอ เสวนา จ พาลา นั งในที่สุดสมบูรณ์อเสวนา แบบอินเดีย

ดูตอนนี้วิดีโอด้านล่าง

ที่เว็บไซต์Self Directed CEคุณสามารถเพิ่มเนื้อหาอื่น ๆ นอกเหนือจากอ เสวนา จ พาลา นั งเพื่อรับความรู้เพิ่มคุณค่าให้กับคุณ ที่เว็บไซต์SelfDirectedCE เราอัปเดตข่าวสารใหม่และแม่นยำให้คุณทุกวัน, ด้วยความหวังที่จะมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับคุณ ช่วยให้คุณเพิ่มข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตในวิธีที่เร็วที่สุด.

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหมวดหมู่อ เสวนา จ พาลา นั ง

ภาพบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารเกี่ยวกับอ เสวนา จ พาลา นั ง

อเสวนา แบบอินเดีย

นอกจากการดูเนื้อหาของบทความนี้แล้ว อเสวนา แบบอินเดีย ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่ด้านล่าง

คลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลใหม่

ข้อเสนอแนะบางประการเกี่ยวกับอ เสวนา จ พาลา นั ง

#อเสวนา #แบบอนเดย.

[vid_tags].

อเสวนา แบบอินเดีย.

อ เสวนา จ พาลา นั ง.

เราหวังว่าเนื้อหาที่เราให้ไว้จะเป็นประโยชน์กับคุณ ขอขอบคุณสำหรับการดูเนื้อหาอ เสวนา จ พาลา นั งของเรา

29 thoughts on “อเสวนา แบบอินเดีย | อ เสวนา จ พาลา นั งข้อมูลที่เกี่ยวข้องล่าสุด

  1. 藍Wanchai says:

    อยากเห็นการรวมตัวของพระทั่วโลกร่วมกันสวดมนต์.โดยมีการสวด บทสวดในทำนอง.ที่ยึดเป็นภาษากลาง.ให้เหมือนกัน.เช่น อินเดีย,ศรีลังกา.บังคลาเทศ.พม่าไทย กัมพุชา.ลาว.เวียตนาม.มาเลเซีย.อินโดนีเซีย.etc..

  2. พานัสกัน พงพันธลักษ์ says:

    อะเสวะนา พระสงฆ์สวดทุกครั้งถ้าเป็นงานมงคล
    ยิ่งดูคำแปลยิ่งทราบซึ้ง ต่อให้คนทั้งโลกพูดอีกอย่างแต่พระพุทธเจ้าพูดอีกอย่าง ข้าพระองค์จะฟังพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว ตะถาคะเตเอตันตะคะโต…เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระตถาคต ถึงที่สุดโดยส่วนเดียว

  3. Still Fresh says:

    ○ ตลอดระยะเวลาในการสร้างบารมีของพระบรมโพธิสัตว์ ทุกพระองค์ ทุกประเภท

    ท่านต้องใช้ปัญญาอย่างมากมายมหาศาล
    (ปัญญาน้อย…สร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้)

    ท่านต้องใช้ศรัทธาอย่างมากมายมหาศาล
    (ศรัทธาน้อย…สร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้)

    ท่านต้องใช้วิริยะอย่างมากมายมหาศาล
    (วิริยะน้อย…สร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้)

    ปัญญาธิกโพธิสัตว์ จะสามารถเป็นพระบรมครู ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ "เร็วที่สุด"

    สัทธาธิกโพธิสัตว์ จะสามารถเป็นพระบรมครูได้ "เร็วปานกลาง" ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ "มากปานกลาง"

    วิริยาธิกโพธิสัตว์ จะสามารถเป็นพระบรมครู ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ "มากที่สุด"

    การช่วยเหลือสรรพสัตว์ ให้พ้นจากภัยในสังสารวัฏนั้น
    "ช่วยเหลือให้ได้เร็วๆก็เป็นเรื่องสำคัญ(ระยะเวลา)
    ช่วยเหลือให้ได้มากๆก็เป็นเรื่องสำคัญ(ปริมาณ)"
    เพราะฉะนั้น จึงขึ้นอยู่ที่ว่า พระบรมโพธิสัตว์จะเลือกแบบไหน

    ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ที่ความปรารถนาของพระองค์
    จึงไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเปรียบเทียบกันได้ว่า พระโพธิสัตว์ประเภทไหนเหนือกว่ากัน
    หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทไหนเหนือกว่ากัน

    เพราะทุกพระองค์ มีพระคุณอันไม่มีประมาณต่อสัตว์โลก ○

  4. Still Fresh says:

    ○ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 3 ประเภท
    คือ พระปัญญาธิกพุทธเจ้า พระสัทธาธิกพุทธเจ้า และพระวิริยาธิกพุทธเจ้า ○

    ในสมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์สร้างบารมีต่างกันอย่างไร?

    มีอุปมา…เหมือนดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม หรือดอกบุณฑริกในกอบุณฑริก ที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำ 

    1) บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้
    2) บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ(บัวปริ่มน้ำ)
    3) บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว.

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทที่1.
    ในสมัยที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ "ทรงปรารถนาที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้เร็วๆ เพื่อที่จะนำพาสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะข้ามพ้นวัฏสงสารและเข้าถึงนิพพานให้ได้เร็วที่สุด"
    พระองค์สั่งสมบารมี 30 ทัศ พร้อมกับเคี่ยวเข็ญบุคคลที่เปรียบเสมือน"บัวพ้นน้ำ"
    คือขนเอาเฉพาะคนมีปัญญามากไปก่อน

    เพราะเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า "อุคฆติตัญญูโพธิสัตว์"
    และเมื่อบารมีของพระองค์เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภท"ปัญญาธิกะ"

    ใช้เวลาในการสร้างบารมีและเคี่ยวเข็ญสรรพสัตว์ "20 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป" จึงขนสรรพสัตว์เข้านิพพานและไปสู่สุคติได้มากในระดับหนึ่ง แต่ยังมีลัทธิและความเชื่ออื่นอยู่มากในขณะที่พระองค์ทรงตรัสรู้และเผยแผ่พระศาสนา เช่นในสมัยของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทที่ 2.
    ในสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ "ทรงปรารถนาที่จะขนสรรพสัตว์เข้านิพพานให้ได้มากๆ"
    พระองค์สั่งสมบารมี 30 ทัศ พร้อมกับเคี่ยวเข็ญบุคคล 2 ประเภทคือ
    1.เคี่ยวเข็ญคนที่มีปัญญามาก ซึ่งเปรียบเสมือน"บัวพ้นน้ำ"
    2.เคี่ยวเข็ญคนที่เปรียบเสมือน "บัวปริ่มน้ำ" คนเหล่านี้มีพื้นฐานของความศรัทธาอยู่แล้วพอประมาณ(ศรัทธาคือความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา) พระโพธิสัตว์จึงส่งเสริมเพิ่มพูนศรัทธาแก่คนเหล่านี้ให้มากขึ้นๆ… จนกระทั่งสั่งสมบ่มบารมีได้แก่รอบ

    เพราะเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า "วิปจิตัญญูโพธิสัตว์ "
    และเมื่อบารมีของพระองค์เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภท"สัทธาธิกะ"

    ใช้เวลาในการสร้างบารมีและเคี่ยวเข็ญสรรพสัตว์ "40 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป" จึงมีผู้ตรัสรู้ตามและมีผู้ไปสู่สุคติได้มากขึ้นกว่าพระปัญญาธิกพุทธเจ้า…แต่ก็ยังมีลัทธิและความเชื่ออื่นอยู่อีกบ้างพอสมควรในขณะที่พระองค์ตรัสรู้และเผยแผ่พระศาสนา เช่น พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทที่ 3.
    ในสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ "ทรงปรารถนาที่จะขนสรรพสัตว์เข้านิพพานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้"
    พระองค์สั่งสมบารมี 30 ทัศ พร้อมกับเคี่ยวเข็ญบุคคลทั้ง 3 ประเภท คือ
    1.เคี่ยวเข็ญคนที่มี"ปัญญามาก"
    2.เคี่ยวเข็ญคนที่มี"ศรัทธาพอประมาณ"(ศรัทธาคือความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา)
    3.เคี่ยวเข็ญคนที่มี…ปัญญาและศรัทธาน้อยนิด… "เปรียบเสมือนบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ" พระโพธิสัตว์ต้องใช้ความเพียรพยายาม ใช้ความวิริยะอุตสาหะ อย่างมากมายมหาศาล ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้แก่บุคคลเหล่านี้..

    เพราะเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า "เนยยโพธิสัตว์"
    และเมื่อบารมีของพระองค์เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภท"วิริยาธิกะ"

    ใช้เวลาในการสร้างบารมีและเคี่ยวเข็ญสรรพสัตว์ "80 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป" จึงมีสาวกตรัสรู้ตามได้มาก และไปสู่สุคติเป็นจำนวนมาก…
    เนื่องจากพระองค์โปรดคนได้ทุกประเภท จึงไม่มีลัทธิหรือความเชื่ออื่นเลย ในขณะที่พระองค์ตรัสรู้และเผยแผ่พระศาสนา
    เช่น พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระปัญญาธิกพุทธเจ้า เป็นพระบรมครูได้เร็วที่สุด มีพระวรกายเล็กกว่า พระชนมายุน้อยกว่า มีสัตว์ผู้ตรัสรู้ตามน้อยกว่า พระพุทธเจ้าประเภทอื่น

    พระสัทธาธิกพุทธเจ้า มีพระวรกายใหญ่ขึ้น พระชนมายุยืนยาวขึ้น มีสัตว์ผู้ตรัสรู้ตามมากขึ้นกว่าพระปัญญาธิกพุทธเจ้า

    พระวิริยาธิกพุทธเจ้า มีพระวรกายสูงใหญ่ พระชนมายุยืนยาว มีสัตว์ผู้ตรัสรู้ตามได้มากที่สุด

    แต่ความเป็นพระพุทธเจ้า เสมอกันทุกพระองค์ คือ ทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ และทรงถึงพร้อมด้วย พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ

    ( https://youtu.be/U6KsPpvIKfI อสงไขย )

  5. Awayge Rider says:

    ท่ามกลางแผ่นดินอินเดียศาสนาอินดูเหมือนสายฝนที่ตกหนัก แต่ธรรมมะของพระพุทธองค์คือเทียนที่สว่างท่ามกลางสายฝนนั้น

  6. มนัส เพิ่มพูลโชคคณา says:

    โมทนาบุญ.., สาธุๆๆ ขอให้มีความดีไม่มีความทุกข์ซึ่งให้ถึงนิพพาน.

  7. พัฒน์นรี ชัยบรรเจิแกุ says:

    สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ
    มีเพื่อนสายธรรมส่งมานานแล้ว
    เปิดฟังทุกๆเช้าค่ะ
    ในวีดีโอ หญิงสาวเธอเสียงไพเราะยิ่งนักค่ะ

  8. วิษณุ ทองเทศ says:

    เป็นชาวพุทธศรีลังกาและนี้คือเหตุผลที่พุทธหยั่งรากลึกถึงจิตใจคนศรีลังกาเหมือนที่ฮินดูยังเข้มแข็งในอินเดียเหตุผลเดียวกันบทเพลงศาสนาในอินเดียร้องสรรเสริญพระเจ้าฮินดูศรีลังการ้องสรรเสริญพระพุทธเจ้าคล้ายๆกับการอาซานของอิสลามนะละที่หลอมรวมคนมุสลิมไว้ได้เป็นหนึ่งเดียวคนศรีลังกาที่นับถือศาสนาอื่นๆได้ยินได้ฟังเพลงแบบนี้จากชาวพุทธศรีลังกาทุกวันๆก็อ่อนไหวคล้อยตามจนหันมานับถือพุทธเหมือนกับในอินเดียคนศาสนาอื่นได้ยินคนอินเดียร้องเพลงเต้นรำบูชาพระเจ้าทุกวันๆก็คล้อยตามจนมาเข้าฮินดู

  9. Kuk Kuk says:

    คนที่เข้าสมาธิยาก เอาเพลงนี้เลยเปิดเบาๆจิตรำลึกนึกถึงคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ สักพักเสียงหายไป แสดงว่าเราแยกจิตออกจากกายได้ จะเกิดปีติสุขอัตโนมัติ ลองดู…

  10. Panatda Kunama says:

    ธรรมที่พระพุทธองค์ประทานให้ไว้ ย่อมจะงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด ธรรมนั้นเรียกว่า..มงคล ๓๘ประการ ดังผู้ที่สาธยายในคริบนี้ได้ฉันนั้น ดังนี้… . จากคนเชียงราย

  11. สุชาติ ศรีลาพร says:

    การหนึ่งเวลาหนึ่ง เรามีอายุ 10-11 มี
    หญิงชราคนหนึ่ง นับถือศาสนาฮินดู
    เธอได้สวดขอเทพเจ้า แต่เธอกับไม่พบ
    เทพเจ้าใด เมื่อสวดมนต์บท อเสวนา
    พระโพธิสัตว์จึงไปหาเธอ เธอได้ถวาย
    ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีให้กับพระโพธิสัตว์
    ทรัพย์สินของเธอเป็นทิพย์อยู่บนสวรรค์
    แล้ว ยังเล่าไม่จบครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น